ยา เรื่องใกล้ตัวที่ต้องรู้




การกินยาเรื่องเล็กๆ ที่หลายๆ คนมองข้าม วันนี้เราจึงนำสาระดีๆ เกี่ยวกับการรับประทานยาอย่างไรให้ถูกวิธีมาฝากกัน

1. ยาก่อนอาหาร การกินยาก่อนอาหารนั้นควรจะกิน ก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีตอนท้องว่าง แต่ถ้าหากลืมกินยาก่อนอาหารก็ให้กินหลังจากมื้ออาหารไปแล้วประมาณ 2 ชม.

2. ยาหลังอาหาร โดยทั่วไปแล้วควรจะกินหลังมื้ออาหารประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิตพร้อมกับอาหารในลำไส้เล็ก

3. ยาก่อนนอน ควรเว้นระยะเวลาหลังมื้ออาหารเย็น อย่างน้อย 4 ชม.



4. ปริมาณยา ควรรับประทานยาให้ตรงตามปริมาณที่แพทย์สั่ง ด้วยอุปกรณ์ตวงที่มาตรฐาน แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ช้อนกาแฟหรือช้อนกินข้าว ก็ควรจะรู้การเปรียบเทียบจากหน่วยมาตรฐาน 1 ช้อนชา มีขนาดเท่ากับ 5 ซีซี หรือ 5 มลซึ่ง 1 ช้อนกาแฟ (มาตรฐาน) จะมีขนาดเท่ากับ 2-3 ซีซีเท่านั้น ดังนั้น การรับประทานยา 1 ช้อนชา จึงประมาณได้เท่ากับ 2 ช้อนกาแฟ ส่วน 1 ช้อนโต๊ะ (มาตรฐาน) จะเท่ากับ 15 มล. ซึ่งจะเทียบได้กับ 6 ช้อนกาแฟ

5. ยาต่างประเภทกินต่างกัน ยาเม็ดชนิดแคปซูลที่ห้ามเคี้ยว ต้องกลืนไปพร้อมกับน้ำ ซึ่งเป็นยาที่กินง่ายแคปซูลเคลือบกลิ่นและรสของยาเอาไว้ สำหรับยาที่ต้องเคี้ยวก่อนกลืนจำพวกยาลดกรด ยาขับลมที่ต้องเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนพร้อมกับน้ำก็เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น

6. จำนวนการรับประทาน ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและประเภทของยา ซึ่งผู้ป่วยจะต้องกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง หากกินยาไม่ครบตามที่กำหนด อาจทำให้เชื้อโรคดื้อยา และทำให้อาการที่เป็นอยู่นั้นหายช้าเพราะเชื้อโรคถูกไม่หมด





ที่มา : สสส.

ต้องฝึกลูกกินผักตั้งแต่ในท้อง




มีข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นคุณแม่ที่อยากให้ลูกคุ้นเคยกับการรับประทานผักและผลไม้ และวิธีการก็ไม่ยากด้วย เพียงแค่ว่าที่คุณแม่ต้องรับประทานอาหารเหล่านี้ขณะตั้งครรภ์ เพราะมีผลการวิจัยระบุว่าทารกสามารถรับรู้รสชาติของผักและผลไม้ที่แม่ทานได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ หรือแม้แต่ผ่านนมแม่

เป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กเล็กมักจะชอบรสชาติอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและเกลือ แต่จะเมินอาหารรสขม เช่น ผักสีเขียว ทั้งที่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ วิธีการใหม่ที่จะปลูกฝังให้เด็กทานอาหารที่มีประโยชน์แต่ไม่ถูกลิ้น ก็ทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มตั้งแต่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ จนถึงการให้นมบุตรยังช่วงเด็กหย่านม ด้วยการที่คุณแม่เองต้องขยันทานผักและผลไม้เป็นประจำ เพราะลูกจะคุ้นเคยกับรสชาตินั้นไปด้วย

ผลวิจัยชี้ว่า ยิ่งคุณแม่ทานอาหารที่หลากหลายขณะตั้งครรภ์มากเท่าไหร่ ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นเด็กที่จะจู้จี้เลือกทานอาหารน้อยลงนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นให้ผลสรุปด้วยว่า คุณแม่ที่ดื่มน้ำแครอทเป็นประจำ จะทำให้ลูกทานซีเรียลรสแครอทมากขึ้นเป็น 2 เท่าหลังการหย่านมด้วย


ดร.จูเลีย เมนเนลลา นักวิจัยจากศูนย์โมเนลล์ ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลการวิจัยของเธอแสดงชัดเจนว่า หากแม่ทานผักและผลไม้จำนวนมากระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็กก็จะเปิดรับการทานผักผลไม้มากขึ้นหลังหย่านม" เด็กๆ ควรได้คุ้นเคยกับผักและผลไม้ หากจะให้พวกแกได้เรียนรู้ที่จะชอบรสชาติของมัน ข่าวดีคือ ผลการวิจัยของเราพบว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ คุณแม่จึงควรทานอาหารที่มีประโยชน์ แล้วเมื่อเด็กโตพอที่จะหย่านมแล้วเริ่มทานอาหารอย่างอื่น พวกแกก็จะคุ้นเคยกับรสชาติเหล่านั้น"

ดร.เมนเนลลาได้ทำการศึกษากับเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี จำนวน 46 คน เพื่อสังเกตนิสัยความชอบแครอทของเด็ก การวิจัยพบว่าเด็กที่คุณแม่ดื่มน้ำแครอทสัปดาห์ละหลายครั้ง จะทานซีเรียลรสแครอทมากกว่า 80 กรัม ขณะที่เด็กกลุ่มอื่นทานแค่ 44 กรัม เหตุผลนั่นเป็นเพราะเด็กได้รับข้อมูลการรับรู้รสผ่านทางครรภ์และผ่านน้ำนมของแม่


งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบด้วยว่า เด็กที่ทานนมขวดก็การรับรู้รสผ่านทางครรภ์และผ่านน้ำนมของแม่ โดยเด็กที่ทานนมขวดก็สามารถปรับตัวยอมรับผักและผลไม้ได้อย่างรวดเร็ว หากพวกแกถูกสอนให้ทานตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนจากนมมาทานอาหารแข็ง โดยจากการทดลองให้เด็กทานถั่วลันเตาติดต่อกัน 8 วัน จะพบว่าเด็กจะทานถั่วเฉลี่ยมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เริ่มจากเฉลี่ย 50 กรัม จนเพิ่มเป็น 80 กรัม

"ไม่ว่าเด็กจะดื่มนมจากขวดหรือจากอกแม่ พวกแกก็สามารถเรียนรู้ได้ทันทีตั้งแต่เริ่มหย่านม หากเด็กได้ทานผักผลไม้บ่อยๆ พวกแกก็จะเริ่มยอมรับอาหารเหล่านี้ได้เร็วขึ้น พอเด็กอายุ 2 ขวบ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่พวกแกไม่ควรทานอาหารหลากหลายแบบเดียวกับผู้ใหญ่"

ดร.เมนเนลลาทิ้งท้ายด้วยว่า การซ่อนบร็อกโคลีไว้ในเค้กบราวนี่นั้นไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปแล้ว เด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะชอบรสชาติของผักโดยแยกต่างหากจากรสชาติอื่นๆ

รู้จัก โรคกล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรมในเด็ก (ดูเชน)




หนึ่งในโรคที่เป็นโรคหายากในเด็กมาฝาก นั่นคือ “โรคกล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรมในเด็ก (ดูเชน)” ซึ่งเป็นโรคที่สามารถพบได้ในเด็กวัยที่โตแล้ว สามารถเดินได้เองแล้ว แต่ด้วยความผิดปกติจากหลายปัจจัยทำให้เด็กประสบปัญหาในการเดิน การใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ฉะนั้น มาทำความรู้จักโรคนี้กันดีกว่า  

โรคกล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรมในเด็ก หรือ ดูเชน เกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลักสำคัญ ได้แก่  

1) ปัจจัยจากพันธุกรรม ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของยีนที่ชื่อ ดิสโทรฟิน

2) เกิดขึ้นจากการมีประวัติของคนในครอบครัว ซึ่งบางครอบครัวอาจเคยมีคนเป็นโรคนี้มาก่อน และอาจมีผู้หญิงอีกหลายคนในครอบครัวมียีนแฝงด้วย

3) เกิดจากปัจจัยเกี่ยวกับยีนแฝง ในบางครอบครัวอาจพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้รายแรก ซึ่งก็มีโอกาสที่จะพบมารดาที่มียีนแฝงได้มากถึงร้อยละ 70  

โรคกล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรมในเด็ก มีลักษณะการแสดงอาการ ดังนี้  

1) มักพบการแสดงอาการของโรคนี้ได้ในเด็กผู้ชาย

2) เริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ต้นขา เมื่ออายุได้ 3-4 ปี ซึ่งเด็กจะไม่ค่อยวิ่งหรือวิ่งขาปัด จากที่เมื่อก่อนเคยวิ่งเล่นได้

3) เมื่ออายุได้ 4-5 ปี เด็กจะเดินล้มบ่อย

4) เวลานั่งกับพื้น เด็กจะลุกขึ้นเองได้ลำบาก ต้องใช้มือดันตัวขึ้น บางครั้งต้องใช้การเกาะเก้าอี้หรือเกาะยึดโต๊ะ จึงจะลุกขึ้นได้

5) เด็กจะมีอาการน่องโต เดินปลายเท้าเขย่ง รวมถึงมีอาการหลังแอ่น

6) เมื่อเด็กอายุได้ 8-9 ปี กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงมากขึ้น จนลุกเองไม่ได้ และเดินไม่ไหว ต้องนั่งเก้าอี้รถเข็น

7) พบว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ

8) โรคนี้รุนแรงมาก และแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุประมาณ 10-20 ปี เด็กมักจะนั่งไม่ไหว และมักเสียชีวิตเมื่ออายุประมาณ 18-25 ปี

ผู้หญิงในครอบครัวควรทำอย่างไร  

ผู้หญิงไม่แสดงอาการของโรคนี้ แต่อาจมียีนแฝง ซึ่งส่งยีนต่อให้ลูกได้ ทำให้ในแต่ละท้อง ลูกชายมีโอกาสเป็นโรค 50% โอกาสไม่เป็นโรค 50% ส่วนลูกสาวจะไม่เป็นโรค แต่อาจมีหรือไม่มียีนแฝงได้ และยังแนะนำว่าควรพบแพทย์ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อตรวจว่ามียีนแฝง (พาหะ) หรือไม่รวมถึงควรวางแผนการมีบุตรและตรวจทารกในครรภ์เสียก่อน

การพบเจอเด็กที่เป็นโรคกล้ามเนื้อเสื่อมพันธุกรรมในเด็ก สิ่งสำคัญก็คือ การดูแลและช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองให้ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายเป็นปกติได้ก็ตาม ซึ่งการรักษาโดยการให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ จะช่วยชะลออาการอ่อนแรงลงได้บ้างเท่านั้น ทั้งนี้ การให้ยากับผู้ป่วยก็ขึ้นอยู่กับแนวทางการรักษาและดุลพินิจของแพทย์ นอกจากนี้ การรักษาด้วยยีนบำบัดและยาตัวอื่น ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ยังไม่มีผลการวิจัยใด ๆ ออกมา

ทั้งนี้ สามารถทำการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายได้ โดยการออกกำลังกายเบา ๆ ว่ายน้ำ นวดสัมผัส ซึ่งจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อไม่หดเกร็ง เป็นการป้องกันการติดยึดของข้อ นอกจากนี้แล้ว ยังควรหมั่นตรวจสมรรถภาพทางปอดและการทำงานของหัวใจปีละครั้ง เพื่อติดตามและรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดตามมาได้

สิ่งสำคัญอีกประการก็คือ สังคมและผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เช่น คุณครูและเพื่อน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการส่งและเป็นกำลังใจ ผู้ปกครองควรพยายามให้ผู้ป่วยได้ไปโรงเรียน แต่ระมัดระวังการขึ้นบันได และการพลัดตกหกล้มเป็นสำคัญ

ด้านการใช้ชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อม ควรจัดบ้าน จัดสิ่งแวดล้อมให้สะดวกแก่ผู้ป่วย เช่น ทางเข้าห้องน้ำ ให้ทำเป็นทางลาดเข็นรถนั่งได้ พยายามให้เดินในที่ที่เป็นเนินเล็กน้อยเพื่อป้องกันข้อติด ตะโกนดัง ๆ เพื่อขยายปอด จัดทำที่รองข้อศอกแบบทำเอง เพื่อช่วยในการยกแขนกินอาหารได้เอง ควรมีหมอนหนุนเก้าอี้ เพื่อป้องกันตัวคดงอ กรณีที่เริ่มมีการยึดติดของข้อเข่าและตะโพก ให้ใช้ถุงทรายทับที่ข้อเวลานอนพักหรือหลับ

ประโยชน์ดีๆ จากโยเกิร์ต

ประโยชน์และคุณค่าของโยเกิร์ตที่สาวๆ หลายคนรู้ดีคือ มีคุณค่าทางโภชนาการสามารถทานโยเกิร์ตเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวได้ และยังใช้ดูแลผิวด้วยการนำมาพอกหน้า เพื่อบำรุงผิวอีกด้วย แต่คุณสาวๆ ทราบหรือไม่ค่ะ ว่าโยเกิร์ตยังมีคุณค่ามากมายแค่ไหน





ประโยชน์หลักๆ ของเชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต  มีดัง

1. เสริมภูมิลำไส้ เชื้อจุลินทรีย์บางชนิดในโบเกิร์ต ทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันเชื้อปอดอักเสบ
2.  ช่วยคลายเครียด เชื่อที่อยู่ในโยเกิร์ต ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินเค วิตามินบี และกรดอะมีโนทริปโตแฟน เป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงระบบประสาท และสามารถปรับอารมณ์ให้สมดุลได้

3.  ป้องกันกลิ่นปาก  เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยขจัดจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
4.  ป้องกันฟันผุ  ผลงานการวิจัยจากคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าเชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยขจัดเชื้อที่ทำให้เกิดฟันผุได้
5.  ป้องกันมะเร็ง จากกลุ่มอาหารที่ใส่ดินประสิว เช่น แหนม ไส้กรอก แฮม เบค่อน และกุนเชียง เป็นต้น
6.  ช่วยลดไขมัน และป้องกันกระดูกพรุน  มีการศึกษาพบว่าการบริโภคโยเกิร์ตเพียงวันละ 3 ออนซ์ (100 กรัม) ช่วยลดไขมันร้าย  และเพิ่มไขมันดี

การทานโยเกิร์ตให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรทานโยเกิร์ตธรรมชาติที่ปราศจากน้ำตาล หากรู้สึกเลี่ยนหรืออยากจะเพิ่มความหวาน ให้เพิ่มผลไม้สด ที่เราชอบทานลงไปก็ได้ค่ะ
ขอบคุณบทความดีๆ จาก TSGClub.com

อาหารที่ควร/ไม่ควรทานสำหรับคนท้อง




             ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่หลายท่านเป็นกังวลกับอาหารการกิน จะกินอะไรแต่ละอย่างคิดแล้วคิดอีกว่าจะมีประโยชน์หรือโทษต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามตามมาว่าแล้วอาหารอะไรล่ะที่ควรกินหรือไม่ควรกิน

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ  กล่าวว่า
อาหารที่ควรกินในช่วงตั้งครรภ์ มีดังนี้

ปลา ถ้าเป็นไปได้อยากให้เน้นปลาทะเล ปลาตัวเล็กดีกว่าปลาตัวใหญ่ เช่น ปลาทู เนื่องจากปลาตัวใหญ่อาจมีสารตะกั่ว สารปรอท สารพีซีบี โลหะหนัก ปนเปื้อนและไปสะสมที่สมองลูกได้

ไข่ไก่ ไข่เป็ด มีโปรตีนสูงแต่ควรหลีกเลี่ยงไข่ดิบ ไข่ลวก เพราะอาจทำให้ลำไส้ติดเชื้อซาลโมเนลล่า และที่คุณแม่มักจะมองข้ามคือ น้ำสลัดซึ่งใช้ไข่ดิบทำควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

มะเขือเทศ  มี "ไลโคปีน", "แคล เซียม" และ "แมกนีเซียม" เป็นประโยชน์และดีกับหญิงตั้งครรภ์

คะน้า ในคะน้าหรือพืชตระกูลคะน้า เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี ผักขม  มี "โฟลิก"ช่วยสร้างสมองทารกในครรภ์

ข้าวโพดม่วง มันม่วง องุ่น มีซูเปอร์วิตามิน "โอพีซี" ต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากช่วงตั้งครรภ์ภูมิคุ้มกันร่างกายุอ่อนแอ การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจะเหมือนมีอีกมือช่วยต้านโรค

ข้าวกล้องงอก จมูกข้าวสาลี  มีสังกะสีช่วยเม็ดเลือดขาว เป็นเหมือนปราการป้องกันเชื้อ



เห็ด ทุกชนิด แต่เน้นเห็ดหอม โดยเฉพาะเห็ดสดนำมาปรุงอาหาร เห็ดมีสารเบต้ากลูแคน เป็นเกราะเสริมภูมิคุ้มกันทั้งแม่และลูก

น้ำมะพร้าว ช่วยเรื่องผิวพรรณ และยังมีส่วนช่วยป้องกันเชื้อโรค เพราะมีกรดลอริก เหมือนในน้ำนมแม่ ช่วยป้องกันเชื้อ ต้านเชื้อได้

อาหารที่กล่าวมาทั้งหมด อยากให้กินอยู่เรื่อย ๆ สลับกันไป

ส่วนอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงมีดังนี้

ปลาดิบ ปลาร้าดิบ  ไข่ลวก ไข่ดิบ น้ำสัตว์ดิบ  หอยนางรมสด  จะทำให้ได้รับเชื้อโรค พยาธิ

อาหารรสเผ็ดจัด  อาหารมัน ช่วงตั้งครรภ์อาจไปกระตุ้นทำให้กรดไหลย้อนได้ง่าย ดังนั้น  ส้มตำเผ็ด ๆ อาหารรสแซบ จัดจ้าน ควรหลีกเลี่ยง


อาหารสีจัดจ้าน  สีสังเคราะห์อาจมีการปนเปื้อนสารตะกั่ว โลหะหนัก ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์

เนยเหลว อาจมีการปนเปื้อนเชื้อแบค ทีเรีย ทำให้คุณแม่มีปัญหาระบบลำไส้ ทางเดินอาหารติดเชื้อ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย

น้ำผึ้ง ถ้าเป็นน้ำผึ้งสะอาดบริสุทธิ์กินได้ แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ มีการปนเปื้อนต้องระวังเชื้อโรคอาจทำให้ท้องเสีย อีกทั้งน้ำผึ้งมีสรรพคุณระบายอ่อน ๆ ดังนั้นต้องระวัง อย่ากินมากเกินไปเพราะจะทำให้ท้องเสียหรือถ่ายบ่อย

แอลกอฮอล์  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถผ่านไปที่ตับแม่ ผ่านรกไปสู่ลูกโดย ตรง มีผลต่อสมองลูก ทำให้เด็กเกิดมาตัวเล็กหรือสติปัญญาด้อยกว่าปกติ

กาเฟอีน  มีอยู่ในชา กาแฟ โกโก้เข้มข้น น้ำอัดลม อาจบีบหัวใจคุณแม่ ทำให้ปัสสาวะเยอะ ปกติคุณแม่ตั้งครรภ์ก็ปัสสาวะเยอะอยู่แล้ว นอกจากนี้กาเฟอีนอาจส่งผลต่อเส้นเลือดบริเวณมดลูกและรก โดยส่งผลต่อการบีบตัวของหลอดเลือดหรือการไหลเวียนโลหิต


ยารักษาสิว  กรดวิตามินเอ กรดนี้จะอยู่ในร่างกายอย่างน้อย 6 เดือน ถ้ากินเข้าไปแล้วตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวแล้วกินเข้าไปลูกอาจได้รับกรดวิตามินเอ

ท้ายนี้ยังมีข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ท้องอืด ควรทานเต้าฮวย น้ำขิง  มันต้มน้ำขิง หรือโยเกิร์ต จะช่วยลดอาการท้องอืดได้

ขอบคุณ สสส. / หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ทำความรู้จักกับ "โรคคอตีบ"

โรคคอตีบ(Diphtheria)  เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ ในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ ซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ และจากพิษ (exotoxin) ของเชื้อจะทำให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นประสาทส่วนปลาย  พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี  ติดต่อโดยรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง  หรือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย
diphtheria
สาเหตุ
               โรคคอตีบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae (C. diphtheriae) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ส่วนมากจะติดต่อโดยการหายใจ ไอ หรือจามรดกัน  มักจะเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ(nontoxogenic) พิษที่ถูกขับออกมาจะชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตาย
               ระยะฟักตัว ประมาณ 1-7 วัน (เฉลี่ย 3 วัน)
อาการ
               ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอเล็กน้อย แต่จะรู้สึกกลืนลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน และมีท่าทางอ่อนเพลียมาก  มีอาการไอเสียงก้อง  ไอเสียงแหบ หายใจเสียงดังครู้ป (stridor) หายใจลำบาก เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ แผ่นเยื่อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกันเกิดเป็นแผ่นเยื่อ (membrane) ติดแน่นกับเยื่อบุในลำคอ
              ตำแหน่งที่จะพบมีการอักเสบและมีแผ่นเยื่อได้ คือ
                  -  ในจมูก ทำให้มีน้ำมูกปนเลือดเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น
                  -  ในลำคอและที่ทอนซิล ซึ่งแผ่นเยื่ออาจจะเลยลงไปในหลอดคอ จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันหายใจลำบาก ถึงตายได้
                  -  ตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ ที่ผิวหนัง เยื่อบุตา ในช่องหู

             ที่สำคัญ คือ นอกจากจะทำให้การอุดตันของทางเดินหายใจแล้ว เชื้อโรคจากคอและหลอดลมจะปล่อยพิษออกมาในกระแสเลือด ทำให้หัวใจอักเสบได้    ผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย กินอาหารไม่ได้ อาเจียน หน้าซีด ชีพจรเบาเร็ว เสียงหัวใจเบา ระยะหลังเส้นประสาทหัวใจจะถูกทำลาย ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติไปหัวใจห้องบนจะเต้นตามปกติคือ ประมาณ 70 ครั้งต่อนาที แต่ห้องล่างจะเต้นโดยอัตโนมัติ ประมาณ 20-40 ครั้งต่อนาที ทำให้สูบฉีดเลือดไม่พอเพียงที่จะไปเลี้ยงร่างกาย ประกอบกับกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบด้วย จึงทำให้หัวใจวาย
การตรวจวินิจฉัย
              1. ไข้ 38.5 -39๐ ซ. หายใจหอบ คอบุ๋ม ชีพจรเร็ว
              2. ไอเสียงก้อง เจ็บคอ ตรวจพบแผ่นเยื่อในลำคอ บริเวณทอนซิลและลิ้นไก่ (uvula) 
              3. การตรวจคอ อาจพบแผ่นฝ้าสีขาวปนเทา (White grayish membrane) ซึ่งแลดูคล้ายเศษผ้าสกปรกติดอยู่บนทอนซิล คอหอย และลิ้นไก่ ซึ่งเขี่ยออกยาก ถ้าฝืนเขี่ยจะทำให้มีเลือดออกได้
              4. ต่อมน้ำเหลืองที่คอมักจะโต
              5. บางคนอาจมีอาการคอบวมมาก คล้าย ๆ คอวัว เรียกว่า อาการคอวัว (Bull neck)
ภาวะแทรกซ้อน
            1) ทางเดินหายใจตีบตัน
            2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
            3) ปลายประสาทอักเสบ ทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อ
การรักษา
              เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคคอตีบ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะแพทย์จะต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว ผลการรักษาจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นมาก่อนได้รับการรักษา
            1) การให้ diphtheria antitoxin (DAT)* เมื่อแพทย์ตรวจและสงสัยว่าเป็นคอตีบ จะต้องรีบให้ DAT โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ไปทำลาย exotoxin ก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทั้งนี้ โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขนาดของ DAT ที่ให้อยู่ระหว่าง 10,000-20,000 หน่วย โดยพิจารณาตามความรุนแรงของโรค
หมายเหตุ *การให้ antitoxin ต้องทำ skin test
            2) ให้ยาปฎิชีวนะ เพนนิซิลิน ฉีดเข้ากล้ามเป็นเวลา 14 วัน ถ้าแพ้เพนนิซิลิน ให้ erythromycin แทน ยาปฏิชีวนะจะไปทำลายเชื้อ C. diphtheriae
            3) เด็กที่มีโรคแทรกซ้อนจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจ จะต้องได้รับการเจาะคอเพื่อช่วยให้หายใจได้ ส่วนโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและทางเส้นประสาท ให้การรักษาประคับประคองตามอาการโรคแทรกซ้อนทางหัวใจนับเป็นสาเหตุสำคัญของการตายในโรคคอตีบ
            4) เด็กที่เป็นโรคคอตีบจะต้องพักเต็มที่ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นปลายสัปดาห์ที่ 2
ข้อแนะนำ
1. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก และน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วย ควรทำการกำจัดเสีย
2. เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือประสาทอักเสบแทรกซ้อน เมื่อกลับจากโรงพยาบาลแล้วควรระวังอย่าให้ร่างกายตรากตรำ จนกว่าจะปลอดภัย
3. พาเด็กที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไปพบแพทย์ เพื่อรับยาปฏิชีวนะ เช่น อีริโทรไมซิน กินป้องกันนาน 7 วัน 
4. เชื้อคอตีบอาจทำให้เกิดแผลเรื้อรังที่ผิวหนังได้ ถ้าพบแผลเรื้อรังในคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยคอตีบ ก็อย่าลืมนึกถึง
การป้องกัน
            1) ผู้ที่มีอาการของโรคจะมีเชื้ออยู่ในจมูก ลำคอ เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ดังนั้น จึงต้องแยกผู้ป่วยจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแล้ว 2 ครั้ง ผู้ป่วยที่หายจากโรคคอตีบแล้ว อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นเต็มที่จึงอาจเป็นโรคคอตีบซ้ำอีกได้ ดังนั้นจึงต้องให้วัคซีนป้องกันโรค (DTP หรือ dT) แก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทุกคน
            2) ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้นผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคจะติดเชื้อได้ง่าย จึงควรได้รับการติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยทำการเพาะเชื้อจากลำคอ และติดตามดูอาการ 7 วัน ในผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือได้ไม่ครบ ควรให้ยาปฏิชีวนะ benzathine penicillin 1.2 ล้านหน่วย ฉีดเข้ากล้าม หรือให้กินยา erythromycin 50 มก./กก/วัน เป็นเวลา 7 วัน พร้อมทั้งเริ่มให้วัคซีน เมื่อติดตามดูพบว่ามีอาการ และ/หรือตรวจพบเชื้อ ให้ยาปฏิชีวนะดังกล่าว พร้อมกับให้ diphtheria antitoxin เช่นเดียวกับผู้ป่วย
            3) ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี

แนะใช้หลัก 3ร 5ป ลดป่วยตายไข้เลือดออกระบาด




สธ.ห่วงไข้เลือดออกปี 2556 ระบาดรุนแรงกว่าปี 2555 หลังพบเพียง 14 วันต้นปี มีผู้ป่วยแล้วกว่าพันราย คาดตลอดปีจะมีผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 1.2 แสนราย ตายไม่ต่ำกว่า 100 ราย จัดตั้งวอร์รูมเร่งให้ความรู้และรณรงค์ แนะหลัก 3ร 5ป ลดป่วยตาย


นพ.วิชัย สติมัย ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อโดยแมลง กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์โรคไข้เลือดออกตลอดปี 2555 ถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากพบผู้ป่วยจำนวน 76,351 ราย เสียชีวิต 82 ราย แต่ในปี 2556 มีความน่าเป็นห่วงกว่ามาก เพราะตัวเลขผู้ป่วยตั้งแต่วันที่ 1-14 ม.ค. 2556 พบว่า มีผู้ป่วยแล้ว 1,079 ราย แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต ที่สำคัญขณะนี้ยังเป็นช่วงฤดูหนาว ไม่ใช่ฤดูฝนหรือฤดูการแพร่ระบาด แต่กลับพบรายงานตัวเลขผู้ป่วยแล้วกว่าพันราย โดยพบผู้ป่วยสูงสุดที่ภาคใต้ อาทิ สงขลา กระบี่ พัทลุง และพังงา เป็นต้น รองลงมาคือภาคกลาง ทั้งนี้ สธ.คาดการณ์ว่าปี 2556 จะพบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงถึงประมาณ 1-1.2 แสนราย และเสียชีวิตประมาณ 100 ราย

"สาเหตุที่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกในช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน ทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย สภาพอากาศจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาการระบาดของไข้เลือดออกเร็วกว่าปกติ สธ.จึงตั้งวอว์รูมเพื่อเตรียมมาตรการความพร้อมรับมือ โดยเบื้องต้นจะให้ความรู้และขอความร่วมมือกับ อสม.ให้ช่วยตรวจสอบและดูแลประชาชนในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนมีความเข้าใจ อาทิ แข่งขันการแก้ปัญหาไข้เลือดออกในกลุ่ม อสม. โดยจังหวัดใดมีผู้ป่วยน้อยจะได้รับรางวัลพิเศษกว่า หรือประกวดภายในโรงเรียน เช่น วาดภาพระบายสี เขียนบทความ ตอบคำถาม เป็นต้น เพื่อกระตุ้นเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น" นพ.วิชัย กล่าว

นพ.วิชัย กล่าวอีกว่า การควบคุมโรคไข้โรคออกประชาชนควรหันมาใช้มาตรการ 3ร 5ป โดย 3ร คือ ดูแลสภาพแวดล้อมของโรงเรียนชุมชน โรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก และโรงพยาบาล ส่วน 5ป คือ ปิดฝาโอ่ง เปลี่ยนน้ำทุกอาทิตย์ ปล่อยปลากินลูกน้ำ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติจนเป็นนิสัย

อย่างไรก็ตาม ไข้เลือดออกจะมีอาการที่ค่อนข้างเฉพาะ 4 ประการ คือ 1.ไข้สูงลอย 2 -7 วัน 2.มีอาการเลือดออก ส่วนใหญ่จะพบที่ผิวหนัง 3.ตับโต กดเจ็บ และ 4.มีภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว/ภาวะช็อก ทั้งนี้ ผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการไข้สูงแบบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจสูงถึง 40 - 41 องศาเซลเซียส บางรายอาจถึงชักได้ ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง ผิวหนังแดงบริเวณคอ หน้าอก และลำตัว เด็กบางคนอาจบ่นปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัวพร้อม ๆ กับมีไข้สูง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล หรืออาการไอ เด็กโตอาจบ่นปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย คือ เบื่ออาหาร อาเจียน บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วยในรายที่อาการรุนแรงผู้ป่วยจะมีการช็อกได้





ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ / สสส.

10 วิธีการสร้างสุขง่ายๆ ให้กับตัวเอง



ริชาร์ด สตีเว่น นักจิตวิทยาอาวุโสจากประเทศอังกฤษ วิทยากรประจำรายการทีวี Making Slough Happy ของสถานีโทรทัศน์ BBC เสนอวิธีสร้างสุขสำหรับบุคคลไว้ 10 ข้อ ดังนี้


  1. ออกกำลังกาย วันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. ก่อนเข้านอนทุกคืน ลองทบทวนสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างน้อย ๕ เรื่องต่อวัน
  3. ให้เวลาพูดคุยรับฟังคู่ครอง เพื่อนสนิท อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ในทุก ๆ สัปดาห์ โดยไม่มีใครเข้ามาขัดจังหวะหรือรบกวน
  4. ปลูกต้นไม้ ต้นเล็ก ๆ ตั้งบนโต๊ะ หรือในกระถางก็ได้ แล้วดูแลรักษาให้ดี
  5. ลดเวลาดูทีวีลงครึ่งหนึ่ง
  6. ยิ้มและทักทายคนที่ไม่รู้จัก อย่างน้อยวันละครั้ง
  7. หาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนฝูงที่ห่างกันไป ลองนัดหมายเพื่อพบเจอกันบ้าง
  8. หัวเราะให้มากและนานพอ ทุก ๆ วัน
  9. ใส่ใจดูแลตนเองในทุก ๆ วัน ใช้เวลาลองทำบางสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง
  10. ลองฝึกเป็นผู้ให้ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความใส่ใจ มองสิ่งดีๆ ให้คนอื่นบ้าง
ขอบคุณ สสส.

โรคเก๊าท์คืออะไร



โรคเก๊าท์จัดเป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติในขบวนการเมตะบอลิสซั่มของกรดยูริกในร่างกาย เป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงกว่าปกติ เกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต (monosodium urate) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะข้อและไต
เมื่อมีอาการแสดงเต็มที่ จะประกอบไปด้วย
  1. อาการข้ออักเสบเฉียบพลัน
  2. โรคข้ออักเสบเรื้อรัง
  3. ทำให้ไตทำงานบกพร่อง
  4. การเกิดนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ (uric acid stone)
  5. และการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
ในรายที่เรื้อรังการเกาะของเกลือ monosodium urate จะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ เนื่องจากมีการเกาะของ เกลือ uric บริเวณข้อ และเอ็นหากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อมและเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย
โรคเก๊าท์จะหมายถึงภาวะที่มีการเกาะของยูริกที่ข้อทำให้เกิดการอักเสบมีอาการปวด บวมแดงร้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์อาจจะมีกรดยูริกในเลือดสูงหรือปกติก็ได้ และผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเก๊าท์เสมอไป โรคเก๊าท์เป็นในผู้ชายมากว่าผู้หญิง 9 เท่าและมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน

สาเเหตุของโรคเก๊าท์
สาเหตุของโรคเก๊าท์เกิดจากการที่มีกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปรกติ ซึ่งสาเหตุที่กรดยูริกสูงได้แก่
1ภาวะที่มีการสร้างกรดยูริกสูง
กรดยูริกในเลือดที่สูงในมนุษย์จะเป็นผลมาจากการที่ขาดยีนในการสลายกรดยูริกแล้ว ยังพบว่ากรดยูริกในร่างกายมนุษย์จะได้มาจาก 2 แหล่ง คือ
  1. จากขบวนการสลายสารพิวรีนในร่างกาย โดยการสลายโปรตีนและได้สารพิวรินออกมา ซึ่งกรดยูริกในร่างกายส่วนใหญ่จะเกิดจากกระบวนการนี้
  2. จากอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยรับประสานอาหารที่มีพิวรีนสูง
2การขับกรดยูริกออกจากร่างกายลดลง
กรดยูริกที่สร้างขึ้นจะมีการขับออกจากร่างกาย 2 ทางหลัก คือ
  1. ขับออกทางระบบทางเดินอาหาร และ ซึ่งการขับออกทางระบบทางเดินอาหารจะขับออกได้ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างกายสร้างได้ในแต่ละวัน
  2. ขับออกทางไต ส่วนที่เหลืออีก 2 ใน 3 เป็นการขับออกทางไต
จากการศึกษาในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ จะพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต กล่าวคือ ที่ความเข้มข้นของระดับกรดยูริกในเลือดที่เท่ากัน คนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีการขับกรดยูริกออกทางไตได้น้อยกว่าคนปกติที่ไม่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงถึงร้อยละ 40 แสดงว่า ความผิดปกติหลักในผู้ป่วยโรคเก๊าท์อยู่ที่ความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต

อุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์
จากการที่พบว่าระดับกรดยูริกในประชากรแต่ละประเทศแตกต่างกัน จึงทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์ แตกต่างกันไปด้วย ประเทศที่มีประชากรมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศแถบไมโครนีเซีย หรือหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก ทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์พบได้บ่อย และเป็นโรคเก๊าท์ที่มีอาการรุนแรง จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการจำนวน 2,046 คน เป็นระยะเวลา 15 ปี ทำการตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์ร้อยละ 4.9 สำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือด 9 มก./ดล. หรือมากกว่า พบอุบัติการณ์ร้อยละ 0.5 สำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดระหว่าง 7-8.9 มก./ดล. และพบอุบัติการณ์เพียงร้อยละ 0.1 สำหรับระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 7.0 มก./ดล. ในประเทศไทยพบความชุกร้อยละ 0.16 ของประชากร โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบบ่อยในเพศชาย อุบัติการณ์ในเพศหญิงพบได้ประมาณร้อยละ 3-7 และมักพบในช่วงวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว

ภาวะที่เกี่ยวข้องกับระดับกรดยูริกแบ่งได้เป็น
  1. Asymptomatic Hyperuricemia หมายถึงภาวะที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยที่ไม่มีอาการ
  2. Acute GoutyArthritis
  3. IntercriticalGout เป็นช่วงที่หายจากการอักเสบของข้อ ระยะนี้จะปลอดอาการ ระยะนี้เป็นระยะที่หาสาเหตุ และป้องกันการเกิดซ้ำโดยการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา
  4. Recurrent Gout Arthritis เป็นการที่มีการอักเสบซ้ำของโรคเก๊าท์ ประมาณร้อยละ 80 จะเกิดการอักเสบซ้ำใน 2 ปี จะมีประมาณร้อยละ7 ที่ไม่มีการอักเสบใน 10 ปี
  5. ChronicTophaceous Gout เมื่อโรคเก๊าท์ไม่ได้รักษาผู้ป่วยจะปวดข้อบ่อยขึ้น และปวดนานขึ้น ข้อที่ปวดจะเป็นหลายข้อ บางครั้งอาจจะเกิดอักเสบข้อไหล่ สะโพกและหลัง หากไม่รักษาก็จะเกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อมีอาการปวดตลอด ข้อจะเสียหน้าที่และเกิดการตกตะกอนของเกลือ monosodium urate ที่ข้อ หู มือ แขน เข่าตั้งแต่เริ่มเป็นจนเกิด tophi ใช้เวลาประมาณ 10 ปี

อาการ


ตำแหน่งที่ปวด
เริ่มเป็นข้อยังไม่ถูกทำลายหากเป็นนานข้อถูกทำลาย
  1. ปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าเป็นข้อที่พบบ่อยที่สุดจะมีอาการปวดข้อโดยมากปวดข้อเดียวแต่ก็ปวดหลายข้อได้ 
  2. อาการปวดมักเป็นๆหายๆ หรือเรื้อรัง
  3. ข้อที่ปวดพบได้ทุกข้อ แต่พบมากข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อนิ้วและข้อศอก
  4. พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  5. ในรายที่เป็นมานานอาจพบนิ่วทางเดินปัสสาวะ
  6. มักปวดตอนกลางคืนอาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆมักจะมีปัจจัยกระตุ้นได้แก่การรับประทานอาหารที่มี uric สูง ดื่ม alcohol ผ่าตัด ความเครียด
ข้อที่พบว่าอักเสบได้บ่อยได้แกข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ และข้อศอกเรียงตามลำดับ พบว่าข้อที่เป็นจะบวม แดง กดเจ็บจากรูปจะเห็นข้อนิ้วหัวแม่เท้าบวมและแดง
ในรายที่เป็นเรื้อรังจะมีการรวมตัวของกรดยูริกเกิดเป็นก้อนที่ข้อเรียก Tophi

กินอย่างไทย...ไม่กลัวมะเร็ง




มะเร็งเป็นอะไร...  มันมาจากไหน...  ไม่มีใครยืนยันได้...แม้ผู้ที่ใครๆ ยอมรับว่ารู้เรื่องมะเร็งมากที่สุดอย่างแพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านอย่างเราก็ยังงงต่อไปกับมะเร็งเพื่อนตาย ที่ใครได้มันมาอยู่ร่วมกายด้วยคงมีโอกาสรอดยาก มะเร็งเป็นเพื่อนตายจริงๆ หากใครโชคร้ายได้มันเป็นเพื่อนแล้ว

เหตุที่มาของมะเร็ง แม้ไม่มีใครยืนยัน แต่วันนี้ถือว่ามีความชัดเจนขึ้นมาก ไม่ยากเลย...พฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามความเจริญทางวัตถุ คือเหตุก่อมะเร็งแน่นอน

องค์การอนามัยโลกยอมรับอย่างน่าชื่นตาบาน ถึงความเจ็บป่วยของคน...เรื่องกินคือปัญหา ไม่ว่าโรคอะไรล้วนได้รับจากอาหารเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงมะเร็งด้วย

อาหารเป็นสาเหตุก่อมะเร็ง แม้ในทางการแพทย์ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่ยืนยันก็ตาม แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากการที่มนุษย์หันไปกินอาหารจากขบวนการทางอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบาย และชื่นชอบในความเอร็ดอร่อยจอมปลอม โดยไปหลงกลการตลาด แน่นอนว่าโรคภัยเจ็บจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาเริ่มห้ามโรงเรียนจำหน่ายน้ำอัดลม เพราะเด็กอเมริกันมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เมืองไทยเราก็เริ่มมีการนำร่องเรื่องนี้ไปแล้ว

ความหวานจากน้ำตาล สร้างปัญหาต่อน้ำหนัก นานวันเข้าเส้นเลือดต้องตีบตัน เป็นเบาหวาน ตับต้องทำงานหนักจนกรองของเสียไม่ไหวท้ายสุดเป็นมะเร็ง

ในสหรัฐอเมริกา มีการวิพากษ์กล่าวโทษภาคอุตสาหกรรมอาหารรุนแรงขึ้นทุกวัน น้ำอัดลมเป็นจำเลยรายแรก แล้วตามมาด้วยอาหารขยะกลุ่มจานด่วนป่วนเมือง รวมถึงการใช้สารเคมีต่างๆ ในภาคเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อสำหรับสัตว์อย่างหมู ไก่ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมักง่ายของปศุสัตว์

ผู้ค้าร่ำรวย คนซวยคือผู้บริโภค...

แม้จะมีการต่อสู้จากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งรักสุขภาพ แต่คนกลุ่มใหญ่ของโลกยังไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่ดี และผู้ที่สู้ก็ยอมรับว่าทุกวันพวกเขาก็ยังต้องกินเนื้อหมูใส่สารเร่งเนื้อแดง กินผักที่ยังปนเปื้อน เพราะไม่รู้จะหลบเลี่ยงอย่างไร

ทำไมจึงยังสงสัย ไม่มีใครกล้ายันถึงปัญหาของความเจ็บป่วย ว่าอาหารนั้นคือตัวการ โดยเฉพาะมะเร็ง เมื่อยังเกรงใจใช้คำว่า อาจจะ พวกศรีธนญชัยก็เลี่ยงบาลีได้ว่าไม่มีการยืนยัน เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น...เมื่อเป็นดังนี้ อาหารที่เราต้องกินทุกวัน จึงไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไร เพียงแค่สร้างภาพออกมาให้ผู้บริโภคพยายามระมัดระวังตนเอง หลีกเลี่ยงตามคำเตือน โดยหน่วยงานรัฐซึ่งต้องรับผิดชอบก็ถือว่าได้ทำตามหน้าที่แล้ว

การเตือนด้วยคำว่า อาจจะ จึงมีนัยหมายถึงการยอมรับว่าเป็นความจริงแต่รับไม่หมด ในฐานะประชาชนตาดำๆ จึงต้องชั่งใจในข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องสร้างระบบประมวลผลให้ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ชาวอเมริกันในบางรัฐเริ่มหูตาสว่างกับอาหารอุตสาหกรรมที่ได้รับมาตรฐานเพียบ ทั้งความสะอาดของโรงงาน วัตถุดิบที่นำมาใช้ แม้แต่เครื่องแบบที่ใช้ยังมีการฆ่าเชื้อ แต่ทำไมมนุษย์ยังกินอาหารปนเปื้อนทุกวัน...และเริ่มมีการฟ้องร้องกันแล้ว ส่วนใครฟ้องใคร ใครแพ้ใครชนะคงไม่ต้องพูด

คนไทยหันมามองตัวเองหน่อย ว่าเราหันไปกินอาหารจากภาคอุตสาหกรรมอย่างคนอเมริกันมากน้อยแค่ไหน...แน่นอนว่าเราตามเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่ข้าวเราก็ใช้ทั้งปุ๋ยทั้งยาฯ หมู ไก่ มันก็โตด้วยสารเคมี ผัก ผลไม้อีก บรรยายไม่หมด

แน่นอนว่า หากพฤติการณ์การกินยังไม่เปลี่ยน ภาคการผลิตยังไม่ปรับ คนไทยต้องป่วยตามฝรั่ง และตัวเลขของผู้ป่วยมะเร็งต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน...แต่เราก็ยังไม่ถึงทางตันเหมือนฝรั่ง วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้ทันฝรั่ง

พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทางอุตสาหกรรม

โชคของเรายังมี แม้การเกษตรจะก้าวตามความต้องการของตลาด ไปเน้นปริมาณ แต่เราก็ยังมีพื้นที่ซึ่งไม่เสียหาย และภาคการผลิตเกษตรอินทรีย์เริ่มกลับมา...นี่แหละคือทางรอด

อาจเป็นจุดอิ่มตัวของเกษตรเคมีแล้วก็เป็นไปได้...น่าดีใจที่ชาวนาไทยเริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ มีการขยายพื้นที่มากขึ้น ข้าวอินทรีย์กำลังได้รับความนิยม...นี่ก็ชัดเจนในหนทางรอด เพราะข้าวคืออาหารหลักที่คนไทยกินทุกวัน รวมถึงคนอีกราว 4 พันล้านทั้งโลก ลองคิดดูสิว่า หากใครต่อใครยังกินข้าวปนเปื้อนสารเคมี โอกาสรอดความเจ็บป่วยและจากมะเร็งมันจะมีสักเท่าไร

หากเราหันมากินข้าวอินทรีย์ ทั้งยังกินข้าวกล้องหรือข้าวแดง ข้าวชนิดนี้คือยา...เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยธาตุอาหารซึ่งคือสารตั้งต้นที่ร่างกายต้องใช้ โดยเฉพาะธาตุอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือสมอง

ข้าวช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กระดูก สร้างเม็ดเลือด มีกากไยสูง ลดน้ำตาล ไขมันในหลอดเลือด...อื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณสมบัติของข้าวกล้อง เมื่อระบบต่างๆ ที่กล่าวมามีการสร้างเสริมอย่างเป็นระบบ แล้วจะป่วยได้อย่างไร มะเร็งมันกลัวความแข็งแรงของร่างกาย

เรามีข้าวดี...มีอาหารในชีวิตประจำวันกินคู่กับข้าว มันเพิ่มความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างน้ำพริกกะปิ มีผักต่างๆ เมนูเด็ด...นี่คือยาที่ได้จากอาหาร ในกะปิมีทั้งโปรตีนและแคลเซียมธรรมชาติเข้มข้น น้ำพริกจึงไม่ต้องกินมากแค่จิ้มๆ จกๆ ก็พอ...ผักต่างๆ ในหนึ่งจาน อาจประกอบด้วย ผักบุ้ง กระเจี๊ยบมอญ ฟักทอง บวบ...ฯลฯ กินอย่างนี้คนไทยไม่ขาดสารอาหารแน่นอน...เสริมอีกสักหนึ่งอย่าง มีแกงเลียงด้วย

แกงเลียงเป็นอาหารที่มีงานวิจัยรองรับ...ใครมีปัญหาด้านโภชนาการ ให้กินแกงเลียงบ่อยๆ ไม่ต้องเสียค่าโง่ซื้ออาหารเสริมมากิน...ในแกงเลียงมี กะปิ บอกสรรพคุณไปแล้วจากน้ำพริก...กุ้งแห้งมีทั้งแคลเซียม ไอโอดีน...หอมแดง มีแคลเซียมเยอะ ช่วยขับลม หมายถึงว่าระบบการไหวเวียนของเลือดมีตัวช่วยใน

การกระตุ้น ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานเต็มที่

มาดูผักต่างๆ ในแกงเลียง...  ผักสำหรับใช้ในแกงเลียง โบราณท่านไม่จำกัดว่าต้องเป็นผักอะไร แกงเลียงเป็นแกงอิสระสามารถทำได้อย่างไร้เงื่อนไข แต่หากให้เป็นมาตรฐาน แกงเลียงต้องมีบวบ...บวบเป็นผักมีสารอาหารครอบจักรวาล...ฟักทองมีเบต้าแคโรทีน ช่วยต้านมะเร็งชัดเจน ทั้งยังเป็นโปรวิตามินเอ หมายถึงว่า เบต้าแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ส่วนหนึ่ง เมื่อได้รับไขมัน วิตามินเอช่วยให้ดวงตาสวยไส ป้องกันสารพัดต้อ

แกงเลียงต้องมีใบแมงลัก...ใบแมงลักช่วยไม่ให้ท้องอืด  มันช่วยในระบบย่อยของกระเพาะอาหาร ใบแมงลักมีคุณสมบัติรักษาความเป็น กรดในกระเพาะอาหารให้คงที่ ระบบย่อยจึงไร้ปัญหา กระเพาะอาหารจะแข็งแรงมาก โอกาสความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะจึงไร้กังวล

แกงเลียงสมัยใหม่ใส่ข้าวโพดอ่อนด้วย ข้าวโพดเป็นธัญพืชซึ่งไม่ผ่านการขัดสี คุณสมบัติของข้าวโพดจึงไม่ต่างจากข้าวกล้อง ข้าวโพดจะมีตัวช่วยย่อยสารอาหารในกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่ มีวิตามินอีต้านความชรา หมายถึงว่า เซลล์เก่าจะถูกผลัดทิ้ง เซลล์มะเร็งถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารไทยจึงเป็นเป็นยาโดยปริยาย กินทุกวันร่างกายย่อมมีภูมิต้านทานโรค ทั้งขบวนการของอาหารไทย หากเราหลีกเลี่ยงใช้วัตถุดิบที่ผ่านจากภาคอุตสาหกรรมยิ่งปลอดภัยแน่นอน...วันนี้คนรุนใหม่อยู่ในภาวะเสี่ยงของมะเร็ง เพราะกินอาหารจากอุตสาหกรรม เด็กๆ ชอบกินขนมถุง ชอบสั่งอาหารขยะที่ดูโก้เก๋มากินที่บ้าน...หยุดมันเถอะ...มากินอย่างไทย เรามีอาหารมากมายต้านโรคได้

แกงป่า...น้ำยาใต้ อาหารไทยทุกชนิดของเผ็ดร้อนนี่แหละ...คือยอดอาหารต้านโรค เอาไว้โอกาสหน้าจะนำเสนอ...แล้วคุณจะเข้าใจและรักอาหารไทย หากยังสงสัยว่าในชีวิตประจำวันจะต้องกินอะไรให้ปลอดโรค

ข้อมูลดีๆ จาก  :  สสส.

เผย 5 เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ




          ปัจจุบันการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผักและผลไม้ที่มีสีต่างๆกัน ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารแลพไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิแดนท์ เช่น ไลโคฟีนในมะเขือเทศ แคโรทีนอยด์ในแครอท และคลอโรฟิลด์ในผักใบเขียว สารออกซิแดนท์เป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัยและการเกิดโรคภัยต่างๆ ความนิยมบริโภคถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชซึ่งปลอดภัยมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และการบริโภคน้ำมันพืชมีกรดไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว ทานตะวัน และน้ำมันงา โดยเฉพาะการได้รับวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันน้ำมันพืชเข้ามามีบทบาทต่อผู้รักสุขภาพอย่างขาดไม่ได้

เคล็ดไม่ลับ 5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ

          การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “วิถีทางธรรมชาติ” แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย

          วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน

          สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้


.

อาหารที่ควรทานเมื่อทำงานหนัก




ในยุคที่สังคมมีการแข่งขันสูง คนทำงานทั้งหลายต้องตรากตรำกันหนักหน่อย ทั้งประชุม ทั้งเคลียร์งานจนอาจจะลืมรับประทานอาหารกันได้ หรืออาจจะทานอาหารแบบผ่านไปมื้อหนึ่งก่อน จนอาจไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

เพื่อให้เรามีพลังในการทำงานได้อย่างเต็มที่ จึงควรทานอาหารให้ถูกกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรือใช้พลังงานมากกว่าวันปกติยิ่งต้องดูแลให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะคนทำงานมักจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่หาย เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเองดังนั้น เรามีคำแนะนำวิธีทานอาหารเพื่อป้องกันอาการป่วยสำหรับคนทำงานหนักทั้งหลายมาฝาก

คนทำงานมักดื่มกาแฟจนติดเป็นนิสัยบางท่านอาจจะดื่มวันละ2-3แก้วด้วยซ้ำ ทำให้มีคาเฟอีนสะสมอยู่ในร่างกายตลอดเช้ายันค่ำ ดังนั้น ถ้าอยากหลับสนิทควรงดดื่มกาแฟชา รวมไปถึงน้ำอัดลมระหว่างวันหรือช่วงบ่าย เพราะในเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารคาเฟอีนกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับเปลี่ยนมารับประทานกล้วย มันฝรั่งต้ม หรือนมสดอุ่นๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น จะช่วยให้หลับง่ายและสบายยิ่งขึ้น

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย มักมีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็กอาการนี้เป็นอาการสะสมจึงควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท พาสต้า ถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้จำพวกส้ม แตงโม เบอร์รี่ อาหารเหล่านี้ยังย่อยง่ายไม่ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนัก เป็นจำพวกค่อยๆ ย่อย ค่อยๆ ดูดซึม จึงช่วยลดความเครียดของเราได้อีกทาง

แต่ถ้าเครียดกับงานมาก ทานอาหารไม่เป็นเวลา นาฬิกาทางชีววิทยาอาจปั่นป่วน ทำให้การขับถ่ายไม่เป็นปกติ มีอาการท้องผูกเกิดขึ้น ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2ลิตร และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้จำพวก ส้ม มะละกอ ลูกพรุน หรือสาหร่าย เม็ดแมงลัก และน้ำผึ้ง

หากคุณมีอาการปวดศีรษะไมเกรนอยู่บ่อยๆ ควรทานเนื้อปลาซึ่งอุดมด้วยกรมไขมันโอเมก้า 3อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4ครั้ง เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาอินทรี หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของหมักดอง อาหารที่มีสารไทรามีน เช่น เนย นม ช็อกโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ตระกูลส้มและมะนาว ชาและกาแฟ


.

ริดสีดวง มีอาการอย่างไร


ริดสีดวงจะมีอาการสำคัญก็คือ การถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสดๆ
ทั้งนี้เนื่องจากการเบ่งถ่ายแรงๆ หัวริดสีดวงทวาร (กลุ่มหลอดเลือดดำขอด)
จะปริแตกออกอาการส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก
เป็นเลือดแดงสด เกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตมีเลือดเปื้อนกระดาษชำระ หรือปนมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลออกเป็นหยดโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างไร บางคนอาจรู้สึกเจ็บที่ทวารหนัก และถ่าย อุจจาระลำบาก หรืออาจมีอาการคันก้น ถ้าริดสีดวงอักเสบ หรือหลุดออกมาข้างนอก อาจทำให้รู้สึกปวดรุนแรง จนถึงกับนั่งยืน
หรือเดินไม่สะดวก และคลำได้ก้อนเนื้อนุ่มๆ สีคล้ำๆ ที่ปากทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจมีอาการซีดได้


มารู้จัก โรค มือ เท้า ปาก และการป้องกันโรค


สาเหตุของโรค

เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่มที่อยู่ในลำไส้คน (Coxsackie virus) มักพบเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งทารก และเด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต ส่วนผู้ใหญ่ก็พบเป็นโรคนี้ได้ โรคนี้มักพบในสถานเลี้อยงเด็ก และโรงเรีียนอนุบาล ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้บ่อยแต่มักไม่มีความรุนแรงและหายได้เองภายใน 7-10 วัน บางรายอาจมีอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน





การติดต่อของโรค

เชื้อโรค อยู่ในน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ น้ำในตุ่มพองหรือแผนของผู้ป่วย เชื้อโรคเข้าทางปากโดยตรงซึ่งอาจติดมากับมือ ของเล่น ไอ จาม หรือใช้ภาชนะในการรับประทานหรือดื่มร่วมกัน โรคนี้จะติดต่อกันได้ง่าย ในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย และจะพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยได้นานประมาณ 12 สัปดาห์ หลังจากเริ่มป่วย

อาการของโรค

1. มีไข้ 2-4 วัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บภายในปากและคอ ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายไข้หวัด

2. มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ก้น ต่อมาผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบ ๆ แดง และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ ถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้หรือซึม ไม่รับประทานอาหารและน้ำ น้ำลายไหล อาเจียนบ่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ๆ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และปอดบวม ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันโรค

1. ควรดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป และสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง

2. รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม

3. ควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนมร่วมกับผู้อื่น

4. หลีกเลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย

5. หลีกเลี่ยงการนำทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ ๆ เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในที่สาธารณะในช่วงที่มีโรคระบาดมาก

6. ผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว เมื่อเช็ดน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระ

7. ทำความสะอาดพื้น เครื่องใช้หรือของเล่น เด็กที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาฟอกขาว(คลอร็อกซ์) อัตราส่วน น้ำยา 20 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ซีซี และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

8. ถ้าพบผู้ป่วยเป็นโรค มือ เท้า ปาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป

@@@@@@@@@@@@@@@

โรงเรียนจะปลอดภัยจากโรค มือ เท้ าปากได้อย่างไร

1. ผู้บริหารต้องมีความตื่นตัว เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นควรประสานงานกับศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูล และวางมาตรการร่วมกันในการป้องกันโรค

2. จัดประชุมครู ให้ความรู้เกี่ยวกับโรค รวมทั้งมาตรการป้องกันโรค และควบคุมโรค โดยจัดทำเอกสารเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในการให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง และชี้แจงกับนักเรียน

3. ครูต้องเฝ้าระวัง โดยการตรวจสุขภาพหรือสังเกตนักเรียนทุกคน หากพบนักเรียนมีอาการ ในข่ายหน้าสงสัย เช่น มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น ตุ่มพองใสที่มือ แขน ขา หรือซึม มีไข้ ให้รีบแจ้งผู้ปกครองและรับนักเรียนกลับเพื่อพาไปพบแพทย์ตรวจ และแจ้งผลการตรวจให้โรงเรียนทราบโดยด่วน หากผลการตรวจนักเรียนเป็นโรค มือ เท้า ปาก ครูควรจดบันทึกเป็นรายห้องเรียน

4. ผู้บริหารต้องสั่งปิดโรงเรียนเป็นระดับชั้น เพื่อป้องกันการระบาดของโรคมิให้แพร่หลาย การปิดโรงเรียนควรปิดอย่างน้อย 7-10 วัน

5. แจกเอกสารงวิธีการรักษาและให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการป้องกันโรค มือ เท้า ปาก ให้เฝ้าระวัง และให้นักเรียนหยุดเรียนทันทีเมื่อเป็นโรคนี้

6. การปิดโรงเรียน ต้องระดมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความสะอาด ฉีด พ่น ฆ่าเชื้อบริเวณที่โรคระบาด เช่น อาคารเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหาร สถานที่ประกอบอาหาร สระว่ายน้ำ ฯลฯ

7. รายงานผลการดำเนินงานการป้องกันโรคให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทราบ


ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2

ระวังโรคที่มากับสายน้ำ

          ปัญหาน้ำท่วมอาจจะไม่ได้เพียงพัดพากระแสน้ำให้เข้าทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งของให้เกิดความเสียหายเท่านั้น กระแสน้ำและความรุนแรงของธรรมชาติยังคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก นี่ยังไม่รวมถึงพิษภัยจากสัตว์ร้ายต่าง ๆ ที่ตามมาและที่สำคัญที่เกิดกับสภาวะสุขภาพของประชาชน   ภาวะจากความเครียด และการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มากับน้ำหรือเกิดจากการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในช่วงน้ำท่วมนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศเตือนในการป้องกันโรคติด ต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน  เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการป้องกันไม่ให้ป่วย มี 5  กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่

tuam

1. กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหาร ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

2. กลุ่มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม โดยเฉพาะโรคปอดบวมนั้นมีอันตรายอาจถึงชีวิตได้ ควรระวังในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง

3. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่น้ำท่วมควรหารองเท้าใส่เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล เมื่อขึ้นที่แห้งต้องล้างเท้า หรือเช็ดให้แห้ง

4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงที่สำคัญสามโรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน ไข้สมองอักเสบเจอี  มียุงรำคาญซึ่งมักแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำในทุ่งนาเป็นตัวนำโรค และโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค ทั้งสามโรคนี้หลังน้ำท่วมควรขจัดแหล่งเพาะพันธ์ุยุงที่มีน้ำขัง

5. กลุ่มโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา   โดยเฉพาะโรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

และทั้งหมดคือ 5 พาเหรดโรคฮิตที่มาพร้อมกับน้ำท่วม ดังนั้น ใครที่กำลังประสบภาวะนี้อยู่ อย่าพึ่งเศร้าไปนะคะ โรคเหล่านี้หากเรารู้ทันล่ะก็... สามารถจัดการมันได้ แต่อย่าลืม! ต้องดูแลใส่ใจสุขภาพอนามัยและพิถีพิถันเป็นพิเศษกับการใช้ชีวิตในช่วงน้ำท่วมนี้กันซักหน่อย เพียงเท่านี้ เรารับรองคุณผ่านช่วงน้ำท่วมนี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ดูวิธีการดูแลขภาพในภาวะน้ำท่วม

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เพิ่มไอโอดีนเพิ่มไอคิว

มารู้จักไอโอดีนกันว่าคืออะไร ไอโอดีน คือ แร่ธาตุที่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายใช้สร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนนี้กระตุ้นให้ร่างกายมีการเจริญเติบโต โดยเฉพาะสมองและระบบประสาท ทำให้มีพัฒนาการที่สมวัยและเติบโตเต็มศักยภาพ

ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนปริมาณเล็กน้อย แต่จำเป็นต้องกินทุกวัน เด็กต้องการ 90-120 ไมโครกรัม/วัน ผู้ใหญ่ 150 ไมโครกรัม/วัน ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการมากกว่าคือ 250 ไมโครกรัม/วัน เพื่อการเจริญเติบโตของทารก

โรคขาดสารไอโอดีนเกิดขึ้นเมื่อภาวะร่างกายได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเป็นประจำ ซึ่งมีผลต่อการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ทำให้เกิดการเสียสมดุลในการควบคุมการทำงานของต่อมธัยรอยด์

การขาดสารไอโอดีนมีความสัมพันธ์กับไอคิว คือไอโอดีนมีผลต่อการพัฒนาไอคิวของคน เพราะไอโอดีนมีผลในการสร้างฮอร์โมนธัยรอยด์ ซึ่งมีผลต่อการสร้างใยสมองและการเจริญเติบโตทางร่างกาย ดังนั้น กลุ่มที่มีผลกระทบมากมี 3 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์ หากขาดสารไอโอดีน ลูกที่คลอดออกมามีโอกาสเสี่ยงพิการหรือปัญญาอ่อนกลุ่มทารกแรกเกิด จะมีผลต่อความเฉลียวฉลาดและการเจริญเติบโตของเด็ก กลุ่มเด็กเล็กจนถึงประชาชนทั่วไป ถ้าขาดสารไอโอดีนระดับไอคิวจะบกพร่องจะมีอาการทางสมองทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ไม่สามารถแก้ไขได้

หากคนเราขาดสารไอโอดีนสามารถป้องกันได้โดยรับประทานอาหารทะเล หรือใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนปรุงอาหารรับประทานทุกวัน สำหรับแหล่งอาหารที่มีสารไอโอดีนที่เหมาะสมที่สุด คือ อาหารที่มาจากทะเลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์


"เพิ่มไอโอดีน เพิ่มไอคิวให้เด็กไทยมีความเฉลียวฉลาด"

ที่มา : สสส.

ไข้เลือดออก...ภัยร้ายจากยุง

โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งและมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในเด็กอายุ 5-10 ปี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันจำหน่าย


 
สาเหตุ
            โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย (Aedes aegyti) ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสแดงกีจะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ฯลฯ
 
อาการ
ระยะไข้สูง
            มีอาการไข้ขึ้นสูง 2-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียนออกมามีสีน้ำตาลปนอยู่ ปวดศีรษะไข้ขึ้นสูง 38-40 ?c ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ วันที่ 2-3 ผู้ป่วยมักซึมลงหน้าแดง ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง 60-90% ตรวจพบตับโต การตรวจ Tourigust test ให้ผลบวก
 
ระยะวิกฤติ (ระยะช็อคและเลือดออก)
            ไข้ลด (ประมาณวันที่ 3-6 ของโรค) อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อค เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตตก อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนและได้รับการรักษาทันและถูกต้องระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชัวโมง แล้วเข้าสู่ระยะฟื้น
 
ระยะฟื้น
            อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันโลหิตและชีพจรกลับเป็นปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขา ปลายเท้า ปลายมือ และมีอาการคัน
 
การรักษา
            ผู้ป่วยที่ไม่อาเจียนให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่มาก ๆ วิธีสังเกตว่าดื่มน้ำพอหรือไม่ ให้ดูปัสสาวะ ควรมีสีใส ควรพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ตามนัด เพื่อเฝ้าดูอาการที่อาจเป็นอันตรายอย่างใกล้ชิด
ถ้าอาเจียนมาก ซึม เพลียมาก มีอาการของช็อคและมีอาการเลือดออก ควรรับการรักษาในโรงพยาบาลและดูแลใกล้ชิด เพื่อรักษาได้ทันท่วงที หรือหากมีอาการแทรกซ้อนอื่น เช่น ตับอักเสบรุนแรง ตับวาย สมองอักเสบ ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล ให้ยาแก้ไข้พาราเซตามอล แต่ห้ามใช้แอสไพรินเพราะจะทำให้ระคายกระเพาะ มีโอกาสมีเลือดออกทางกระเพาะง่าย และทำให้การทำงานหาเกล็ดเลือดผิดปกติ
วัคซีนยังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น ยังไม่มีจำหน่ายให้ใช้
 
วิธีป้องกัน
       - พยายามไม่ให้ยุงกัด 
       - ปราบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง
       - ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ 
       - รายงานคนไข้ไปที่โรงพยาบาลหรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการกำจัดยุงบริเวณนั้นและควบคุมโรคก่อนที่จะมีการระบาดเพิ่ม

ที่มา สสส.

“ชิคุนกุนยา” ไวรัสสายพันธ์ใหม่แพร่จากยุงลาย

                เชื่อได้เลยครับว่า..หลายคนยังคงไม่คุ้นหูกับโรคชิคุนกุนยา ไม่รู้ว่ามันเป็นโรคอะไร???? บ้างก็แตกตื่นคิดว่าเป็นโรคสายพันธุ์ใหม่ แต่จริงๆ แล้วโรคนี้มีมานานแล้ว โดยถิ่นกำเนิดแรกของมันอยู่ที่ทวีปอาฟริกา และแพร่ระบาดไปหลายประเทศๆ ทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็รวมประเทศไทยของเราด้วย ซึ่งตรวจพบโรคชิคุนกุนยาครั้งแรกพร้อมกับที่มีไข้เลือดออกระบาดและเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย


 
“ชิคุนกุนยา” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ ซึ่งอาการที่เด่นชัดในผู้ใหญ่คืออาการปวดข้อ ซึ่งอาจพบข้ออักเสบได้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า อาการปวดข้อจะพบได้หลายๆ ข้อ เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ (migratory polyarthritis) อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ อาการจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อก ซึ่งแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก ที่อาจพบ tourniquet test ให้ผลบวก และจุดเลือดออก (petichiae) บริเวณผิวหนังได้
 
สาเหตุการติดต่อ!!
โรคนี้ติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายเมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคได้
 
ระยะการฟักตัว!!! 
โดยทั่วไปจะมีการฟักตัวประมาณ 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยประมาณ 2-3 วัน ระยะติดต่อคือระยะไข้สูงประมาณวันที่ 2-4 ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก สำหรับอาการและอาการแสดง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือข้อ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว 
 
แม้อาการนำของโรคชิคุนกุนยา จะคล้ายโรคไข้เลือดออกหรือหัดเยอรมัน แต่ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อก หรือเลือดออกมาก โรคชิคุนกุนยาพบมากในฤดูฝน และทุกกลุ่มอายุ ซึ่งต่างจากโรคไข้เลือดออกและหัดเยอรมันที่มักพบในผู้อายุน้อยกว่า 15 ปี
 
ดูแล้วเหมือนมันอาจจะไม่ค่อยรุนแรงเหมือนโรคไข้เลือดออกสักเท่าไหร่ แต่ถึงแม้มันจะไม่สามารถคร่าชีวิตคนเราไปได้ แต่เราก็ควรที่จะระมัดระวังเอาไว้ โดยเฉพาะลูกเด็กเล็กแดงที่อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ง่าย อีกทั้งช่วงนี้ฝนตกบ่อยทำให้มีน้ำขัง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคอีกด้วย
 
ส่วนวิธีป้องกันนั้น!!!  ถึงแม้ทุกวันนี้ยังไม่ยาหรือวัคซีนตัวใดที่ใช้รักษาได้โดยตรงทั้งโรคไข้เลือดออกและโรคชิคุนกุนยา ดังนั้นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ถ้ามีไข้สูง ก็ให้ยาลดไข้ หรือลดอาการปวดข้อ และพักผ่อนให้เพียงพอก็สามารถบรรเทาอาการไปได้ แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุงเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ต้องหมั่นตรวจดูที่เก็บกักน้ำ ไม่ว่าจะเป็น บ่อ กะละมัง เพราะเป็นแหล่งที่ยุงออกไข่ จึงจำเป็นต้องมีฝาปิด ที่ใดที่จำเป็นต้องมีน้ำขังอยู่ก็ให้ใส่ทรายอะเบทลงไปเพื่อป้องกันการวางไข่ และควรเลี้ยงปลาในอ่างที่ปลูกต้นไม้ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพราะปลาจะกินลูกน้ำเป็นอาหาร
 
แต่นอกเหนือจากการป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุงแล้ว ตัวเราเองก็ต้องป้องกันตัวเราไม่ให้ถูกยุงกัดด้วย ควรติดมุ้งลวดในบ้าน หรือทายากันยุงขณะทำงานและออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดตอนกลางวัน และที่สำคัญต้องเฝ้าสังเกตคนในบ้านว่ามีไข้และอาการคล้ายกับโรคชิคุนกุนยาหรือไม่ หากมีก็ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
 
ถึงแม้ว่าวันนี้ โรคชิคุนกุนยาจะเป็นโรคใหม่ที่มีชื่อไม่คุ้นหูนัก แต่หากปล่อยให้แพร่ระบาดไปสู่วงกว้างอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจได้ ... วันนี้เพียงป้องกันยุงลาย นอกจากจะป้องกันไข้เลือดออกแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคชิคุนกุนยาได้ด้วยนะครับ

ที่มา  :  สสส.

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Lady Gaga, Salman Khan