10 วิธีการสร้างสุขง่ายๆ ให้กับตัวเอง



ริชาร์ด สตีเว่น นักจิตวิทยาอาวุโสจากประเทศอังกฤษ วิทยากรประจำรายการทีวี Making Slough Happy ของสถานีโทรทัศน์ BBC เสนอวิธีสร้างสุขสำหรับบุคคลไว้ 10 ข้อ ดังนี้


  1. ออกกำลังกาย วันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. ก่อนเข้านอนทุกคืน ลองทบทวนสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างน้อย ๕ เรื่องต่อวัน
  3. ให้เวลาพูดคุยรับฟังคู่ครอง เพื่อนสนิท อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ในทุก ๆ สัปดาห์ โดยไม่มีใครเข้ามาขัดจังหวะหรือรบกวน
  4. ปลูกต้นไม้ ต้นเล็ก ๆ ตั้งบนโต๊ะ หรือในกระถางก็ได้ แล้วดูแลรักษาให้ดี
  5. ลดเวลาดูทีวีลงครึ่งหนึ่ง
  6. ยิ้มและทักทายคนที่ไม่รู้จัก อย่างน้อยวันละครั้ง
  7. หาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนฝูงที่ห่างกันไป ลองนัดหมายเพื่อพบเจอกันบ้าง
  8. หัวเราะให้มากและนานพอ ทุก ๆ วัน
  9. ใส่ใจดูแลตนเองในทุก ๆ วัน ใช้เวลาลองทำบางสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง
  10. ลองฝึกเป็นผู้ให้ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความใส่ใจ มองสิ่งดีๆ ให้คนอื่นบ้าง
ขอบคุณ สสส.

โรคเก๊าท์คืออะไร



โรคเก๊าท์จัดเป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติในขบวนการเมตะบอลิสซั่มของกรดยูริกในร่างกาย เป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงกว่าปกติ เกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต (monosodium urate) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะข้อและไต
เมื่อมีอาการแสดงเต็มที่ จะประกอบไปด้วย
  1. อาการข้ออักเสบเฉียบพลัน
  2. โรคข้ออักเสบเรื้อรัง
  3. ทำให้ไตทำงานบกพร่อง
  4. การเกิดนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ (uric acid stone)
  5. และการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
ในรายที่เรื้อรังการเกาะของเกลือ monosodium urate จะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ เนื่องจากมีการเกาะของ เกลือ uric บริเวณข้อ และเอ็นหากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อมและเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย
โรคเก๊าท์จะหมายถึงภาวะที่มีการเกาะของยูริกที่ข้อทำให้เกิดการอักเสบมีอาการปวด บวมแดงร้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์อาจจะมีกรดยูริกในเลือดสูงหรือปกติก็ได้ และผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเก๊าท์เสมอไป โรคเก๊าท์เป็นในผู้ชายมากว่าผู้หญิง 9 เท่าและมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน

สาเเหตุของโรคเก๊าท์
สาเหตุของโรคเก๊าท์เกิดจากการที่มีกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปรกติ ซึ่งสาเหตุที่กรดยูริกสูงได้แก่
1ภาวะที่มีการสร้างกรดยูริกสูง
กรดยูริกในเลือดที่สูงในมนุษย์จะเป็นผลมาจากการที่ขาดยีนในการสลายกรดยูริกแล้ว ยังพบว่ากรดยูริกในร่างกายมนุษย์จะได้มาจาก 2 แหล่ง คือ
  1. จากขบวนการสลายสารพิวรีนในร่างกาย โดยการสลายโปรตีนและได้สารพิวรินออกมา ซึ่งกรดยูริกในร่างกายส่วนใหญ่จะเกิดจากกระบวนการนี้
  2. จากอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยรับประสานอาหารที่มีพิวรีนสูง
2การขับกรดยูริกออกจากร่างกายลดลง
กรดยูริกที่สร้างขึ้นจะมีการขับออกจากร่างกาย 2 ทางหลัก คือ
  1. ขับออกทางระบบทางเดินอาหาร และ ซึ่งการขับออกทางระบบทางเดินอาหารจะขับออกได้ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างกายสร้างได้ในแต่ละวัน
  2. ขับออกทางไต ส่วนที่เหลืออีก 2 ใน 3 เป็นการขับออกทางไต
จากการศึกษาในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ จะพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต กล่าวคือ ที่ความเข้มข้นของระดับกรดยูริกในเลือดที่เท่ากัน คนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีการขับกรดยูริกออกทางไตได้น้อยกว่าคนปกติที่ไม่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงถึงร้อยละ 40 แสดงว่า ความผิดปกติหลักในผู้ป่วยโรคเก๊าท์อยู่ที่ความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต

อุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์
จากการที่พบว่าระดับกรดยูริกในประชากรแต่ละประเทศแตกต่างกัน จึงทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์ แตกต่างกันไปด้วย ประเทศที่มีประชากรมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศแถบไมโครนีเซีย หรือหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก ทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์พบได้บ่อย และเป็นโรคเก๊าท์ที่มีอาการรุนแรง จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการจำนวน 2,046 คน เป็นระยะเวลา 15 ปี ทำการตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์ร้อยละ 4.9 สำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือด 9 มก./ดล. หรือมากกว่า พบอุบัติการณ์ร้อยละ 0.5 สำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดระหว่าง 7-8.9 มก./ดล. และพบอุบัติการณ์เพียงร้อยละ 0.1 สำหรับระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 7.0 มก./ดล. ในประเทศไทยพบความชุกร้อยละ 0.16 ของประชากร โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบบ่อยในเพศชาย อุบัติการณ์ในเพศหญิงพบได้ประมาณร้อยละ 3-7 และมักพบในช่วงวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว

ภาวะที่เกี่ยวข้องกับระดับกรดยูริกแบ่งได้เป็น
  1. Asymptomatic Hyperuricemia หมายถึงภาวะที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยที่ไม่มีอาการ
  2. Acute GoutyArthritis
  3. IntercriticalGout เป็นช่วงที่หายจากการอักเสบของข้อ ระยะนี้จะปลอดอาการ ระยะนี้เป็นระยะที่หาสาเหตุ และป้องกันการเกิดซ้ำโดยการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา
  4. Recurrent Gout Arthritis เป็นการที่มีการอักเสบซ้ำของโรคเก๊าท์ ประมาณร้อยละ 80 จะเกิดการอักเสบซ้ำใน 2 ปี จะมีประมาณร้อยละ7 ที่ไม่มีการอักเสบใน 10 ปี
  5. ChronicTophaceous Gout เมื่อโรคเก๊าท์ไม่ได้รักษาผู้ป่วยจะปวดข้อบ่อยขึ้น และปวดนานขึ้น ข้อที่ปวดจะเป็นหลายข้อ บางครั้งอาจจะเกิดอักเสบข้อไหล่ สะโพกและหลัง หากไม่รักษาก็จะเกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อมีอาการปวดตลอด ข้อจะเสียหน้าที่และเกิดการตกตะกอนของเกลือ monosodium urate ที่ข้อ หู มือ แขน เข่าตั้งแต่เริ่มเป็นจนเกิด tophi ใช้เวลาประมาณ 10 ปี

อาการ


ตำแหน่งที่ปวด
เริ่มเป็นข้อยังไม่ถูกทำลายหากเป็นนานข้อถูกทำลาย
  1. ปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าเป็นข้อที่พบบ่อยที่สุดจะมีอาการปวดข้อโดยมากปวดข้อเดียวแต่ก็ปวดหลายข้อได้ 
  2. อาการปวดมักเป็นๆหายๆ หรือเรื้อรัง
  3. ข้อที่ปวดพบได้ทุกข้อ แต่พบมากข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อนิ้วและข้อศอก
  4. พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  5. ในรายที่เป็นมานานอาจพบนิ่วทางเดินปัสสาวะ
  6. มักปวดตอนกลางคืนอาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆมักจะมีปัจจัยกระตุ้นได้แก่การรับประทานอาหารที่มี uric สูง ดื่ม alcohol ผ่าตัด ความเครียด
ข้อที่พบว่าอักเสบได้บ่อยได้แกข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ และข้อศอกเรียงตามลำดับ พบว่าข้อที่เป็นจะบวม แดง กดเจ็บจากรูปจะเห็นข้อนิ้วหัวแม่เท้าบวมและแดง
ในรายที่เป็นเรื้อรังจะมีการรวมตัวของกรดยูริกเกิดเป็นก้อนที่ข้อเรียก Tophi

กินอย่างไทย...ไม่กลัวมะเร็ง




มะเร็งเป็นอะไร...  มันมาจากไหน...  ไม่มีใครยืนยันได้...แม้ผู้ที่ใครๆ ยอมรับว่ารู้เรื่องมะเร็งมากที่สุดอย่างแพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านอย่างเราก็ยังงงต่อไปกับมะเร็งเพื่อนตาย ที่ใครได้มันมาอยู่ร่วมกายด้วยคงมีโอกาสรอดยาก มะเร็งเป็นเพื่อนตายจริงๆ หากใครโชคร้ายได้มันเป็นเพื่อนแล้ว

เหตุที่มาของมะเร็ง แม้ไม่มีใครยืนยัน แต่วันนี้ถือว่ามีความชัดเจนขึ้นมาก ไม่ยากเลย...พฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามความเจริญทางวัตถุ คือเหตุก่อมะเร็งแน่นอน

องค์การอนามัยโลกยอมรับอย่างน่าชื่นตาบาน ถึงความเจ็บป่วยของคน...เรื่องกินคือปัญหา ไม่ว่าโรคอะไรล้วนได้รับจากอาหารเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงมะเร็งด้วย

อาหารเป็นสาเหตุก่อมะเร็ง แม้ในทางการแพทย์ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่ยืนยันก็ตาม แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากการที่มนุษย์หันไปกินอาหารจากขบวนการทางอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบาย และชื่นชอบในความเอร็ดอร่อยจอมปลอม โดยไปหลงกลการตลาด แน่นอนว่าโรคภัยเจ็บจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาเริ่มห้ามโรงเรียนจำหน่ายน้ำอัดลม เพราะเด็กอเมริกันมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เมืองไทยเราก็เริ่มมีการนำร่องเรื่องนี้ไปแล้ว

ความหวานจากน้ำตาล สร้างปัญหาต่อน้ำหนัก นานวันเข้าเส้นเลือดต้องตีบตัน เป็นเบาหวาน ตับต้องทำงานหนักจนกรองของเสียไม่ไหวท้ายสุดเป็นมะเร็ง

ในสหรัฐอเมริกา มีการวิพากษ์กล่าวโทษภาคอุตสาหกรรมอาหารรุนแรงขึ้นทุกวัน น้ำอัดลมเป็นจำเลยรายแรก แล้วตามมาด้วยอาหารขยะกลุ่มจานด่วนป่วนเมือง รวมถึงการใช้สารเคมีต่างๆ ในภาคเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อสำหรับสัตว์อย่างหมู ไก่ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมักง่ายของปศุสัตว์

ผู้ค้าร่ำรวย คนซวยคือผู้บริโภค...

แม้จะมีการต่อสู้จากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งรักสุขภาพ แต่คนกลุ่มใหญ่ของโลกยังไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่ดี และผู้ที่สู้ก็ยอมรับว่าทุกวันพวกเขาก็ยังต้องกินเนื้อหมูใส่สารเร่งเนื้อแดง กินผักที่ยังปนเปื้อน เพราะไม่รู้จะหลบเลี่ยงอย่างไร

ทำไมจึงยังสงสัย ไม่มีใครกล้ายันถึงปัญหาของความเจ็บป่วย ว่าอาหารนั้นคือตัวการ โดยเฉพาะมะเร็ง เมื่อยังเกรงใจใช้คำว่า อาจจะ พวกศรีธนญชัยก็เลี่ยงบาลีได้ว่าไม่มีการยืนยัน เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น...เมื่อเป็นดังนี้ อาหารที่เราต้องกินทุกวัน จึงไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไร เพียงแค่สร้างภาพออกมาให้ผู้บริโภคพยายามระมัดระวังตนเอง หลีกเลี่ยงตามคำเตือน โดยหน่วยงานรัฐซึ่งต้องรับผิดชอบก็ถือว่าได้ทำตามหน้าที่แล้ว

การเตือนด้วยคำว่า อาจจะ จึงมีนัยหมายถึงการยอมรับว่าเป็นความจริงแต่รับไม่หมด ในฐานะประชาชนตาดำๆ จึงต้องชั่งใจในข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องสร้างระบบประมวลผลให้ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ชาวอเมริกันในบางรัฐเริ่มหูตาสว่างกับอาหารอุตสาหกรรมที่ได้รับมาตรฐานเพียบ ทั้งความสะอาดของโรงงาน วัตถุดิบที่นำมาใช้ แม้แต่เครื่องแบบที่ใช้ยังมีการฆ่าเชื้อ แต่ทำไมมนุษย์ยังกินอาหารปนเปื้อนทุกวัน...และเริ่มมีการฟ้องร้องกันแล้ว ส่วนใครฟ้องใคร ใครแพ้ใครชนะคงไม่ต้องพูด

คนไทยหันมามองตัวเองหน่อย ว่าเราหันไปกินอาหารจากภาคอุตสาหกรรมอย่างคนอเมริกันมากน้อยแค่ไหน...แน่นอนว่าเราตามเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่ข้าวเราก็ใช้ทั้งปุ๋ยทั้งยาฯ หมู ไก่ มันก็โตด้วยสารเคมี ผัก ผลไม้อีก บรรยายไม่หมด

แน่นอนว่า หากพฤติการณ์การกินยังไม่เปลี่ยน ภาคการผลิตยังไม่ปรับ คนไทยต้องป่วยตามฝรั่ง และตัวเลขของผู้ป่วยมะเร็งต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน...แต่เราก็ยังไม่ถึงทางตันเหมือนฝรั่ง วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้ทันฝรั่ง

พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทางอุตสาหกรรม

โชคของเรายังมี แม้การเกษตรจะก้าวตามความต้องการของตลาด ไปเน้นปริมาณ แต่เราก็ยังมีพื้นที่ซึ่งไม่เสียหาย และภาคการผลิตเกษตรอินทรีย์เริ่มกลับมา...นี่แหละคือทางรอด

อาจเป็นจุดอิ่มตัวของเกษตรเคมีแล้วก็เป็นไปได้...น่าดีใจที่ชาวนาไทยเริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ มีการขยายพื้นที่มากขึ้น ข้าวอินทรีย์กำลังได้รับความนิยม...นี่ก็ชัดเจนในหนทางรอด เพราะข้าวคืออาหารหลักที่คนไทยกินทุกวัน รวมถึงคนอีกราว 4 พันล้านทั้งโลก ลองคิดดูสิว่า หากใครต่อใครยังกินข้าวปนเปื้อนสารเคมี โอกาสรอดความเจ็บป่วยและจากมะเร็งมันจะมีสักเท่าไร

หากเราหันมากินข้าวอินทรีย์ ทั้งยังกินข้าวกล้องหรือข้าวแดง ข้าวชนิดนี้คือยา...เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยธาตุอาหารซึ่งคือสารตั้งต้นที่ร่างกายต้องใช้ โดยเฉพาะธาตุอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือสมอง

ข้าวช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กระดูก สร้างเม็ดเลือด มีกากไยสูง ลดน้ำตาล ไขมันในหลอดเลือด...อื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณสมบัติของข้าวกล้อง เมื่อระบบต่างๆ ที่กล่าวมามีการสร้างเสริมอย่างเป็นระบบ แล้วจะป่วยได้อย่างไร มะเร็งมันกลัวความแข็งแรงของร่างกาย

เรามีข้าวดี...มีอาหารในชีวิตประจำวันกินคู่กับข้าว มันเพิ่มความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างน้ำพริกกะปิ มีผักต่างๆ เมนูเด็ด...นี่คือยาที่ได้จากอาหาร ในกะปิมีทั้งโปรตีนและแคลเซียมธรรมชาติเข้มข้น น้ำพริกจึงไม่ต้องกินมากแค่จิ้มๆ จกๆ ก็พอ...ผักต่างๆ ในหนึ่งจาน อาจประกอบด้วย ผักบุ้ง กระเจี๊ยบมอญ ฟักทอง บวบ...ฯลฯ กินอย่างนี้คนไทยไม่ขาดสารอาหารแน่นอน...เสริมอีกสักหนึ่งอย่าง มีแกงเลียงด้วย

แกงเลียงเป็นอาหารที่มีงานวิจัยรองรับ...ใครมีปัญหาด้านโภชนาการ ให้กินแกงเลียงบ่อยๆ ไม่ต้องเสียค่าโง่ซื้ออาหารเสริมมากิน...ในแกงเลียงมี กะปิ บอกสรรพคุณไปแล้วจากน้ำพริก...กุ้งแห้งมีทั้งแคลเซียม ไอโอดีน...หอมแดง มีแคลเซียมเยอะ ช่วยขับลม หมายถึงว่าระบบการไหวเวียนของเลือดมีตัวช่วยใน

การกระตุ้น ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานเต็มที่

มาดูผักต่างๆ ในแกงเลียง...  ผักสำหรับใช้ในแกงเลียง โบราณท่านไม่จำกัดว่าต้องเป็นผักอะไร แกงเลียงเป็นแกงอิสระสามารถทำได้อย่างไร้เงื่อนไข แต่หากให้เป็นมาตรฐาน แกงเลียงต้องมีบวบ...บวบเป็นผักมีสารอาหารครอบจักรวาล...ฟักทองมีเบต้าแคโรทีน ช่วยต้านมะเร็งชัดเจน ทั้งยังเป็นโปรวิตามินเอ หมายถึงว่า เบต้าแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ส่วนหนึ่ง เมื่อได้รับไขมัน วิตามินเอช่วยให้ดวงตาสวยไส ป้องกันสารพัดต้อ

แกงเลียงต้องมีใบแมงลัก...ใบแมงลักช่วยไม่ให้ท้องอืด  มันช่วยในระบบย่อยของกระเพาะอาหาร ใบแมงลักมีคุณสมบัติรักษาความเป็น กรดในกระเพาะอาหารให้คงที่ ระบบย่อยจึงไร้ปัญหา กระเพาะอาหารจะแข็งแรงมาก โอกาสความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะจึงไร้กังวล

แกงเลียงสมัยใหม่ใส่ข้าวโพดอ่อนด้วย ข้าวโพดเป็นธัญพืชซึ่งไม่ผ่านการขัดสี คุณสมบัติของข้าวโพดจึงไม่ต่างจากข้าวกล้อง ข้าวโพดจะมีตัวช่วยย่อยสารอาหารในกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่ มีวิตามินอีต้านความชรา หมายถึงว่า เซลล์เก่าจะถูกผลัดทิ้ง เซลล์มะเร็งถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารไทยจึงเป็นเป็นยาโดยปริยาย กินทุกวันร่างกายย่อมมีภูมิต้านทานโรค ทั้งขบวนการของอาหารไทย หากเราหลีกเลี่ยงใช้วัตถุดิบที่ผ่านจากภาคอุตสาหกรรมยิ่งปลอดภัยแน่นอน...วันนี้คนรุนใหม่อยู่ในภาวะเสี่ยงของมะเร็ง เพราะกินอาหารจากอุตสาหกรรม เด็กๆ ชอบกินขนมถุง ชอบสั่งอาหารขยะที่ดูโก้เก๋มากินที่บ้าน...หยุดมันเถอะ...มากินอย่างไทย เรามีอาหารมากมายต้านโรคได้

แกงป่า...น้ำยาใต้ อาหารไทยทุกชนิดของเผ็ดร้อนนี่แหละ...คือยอดอาหารต้านโรค เอาไว้โอกาสหน้าจะนำเสนอ...แล้วคุณจะเข้าใจและรักอาหารไทย หากยังสงสัยว่าในชีวิตประจำวันจะต้องกินอะไรให้ปลอดโรค

ข้อมูลดีๆ จาก  :  สสส.

เผย 5 เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ




          ปัจจุบันการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผักและผลไม้ที่มีสีต่างๆกัน ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารแลพไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิแดนท์ เช่น ไลโคฟีนในมะเขือเทศ แคโรทีนอยด์ในแครอท และคลอโรฟิลด์ในผักใบเขียว สารออกซิแดนท์เป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัยและการเกิดโรคภัยต่างๆ ความนิยมบริโภคถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชซึ่งปลอดภัยมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และการบริโภคน้ำมันพืชมีกรดไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว ทานตะวัน และน้ำมันงา โดยเฉพาะการได้รับวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันน้ำมันพืชเข้ามามีบทบาทต่อผู้รักสุขภาพอย่างขาดไม่ได้

เคล็ดไม่ลับ 5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ

          การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “วิถีทางธรรมชาติ” แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย

          วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย

          วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน

          สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้


.

อาหารที่ควรทานเมื่อทำงานหนัก




ในยุคที่สังคมมีการแข่งขันสูง คนทำงานทั้งหลายต้องตรากตรำกันหนักหน่อย ทั้งประชุม ทั้งเคลียร์งานจนอาจจะลืมรับประทานอาหารกันได้ หรืออาจจะทานอาหารแบบผ่านไปมื้อหนึ่งก่อน จนอาจไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

เพื่อให้เรามีพลังในการทำงานได้อย่างเต็มที่ จึงควรทานอาหารให้ถูกกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรือใช้พลังงานมากกว่าวันปกติยิ่งต้องดูแลให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะคนทำงานมักจะป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่หาย เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเองดังนั้น เรามีคำแนะนำวิธีทานอาหารเพื่อป้องกันอาการป่วยสำหรับคนทำงานหนักทั้งหลายมาฝาก

คนทำงานมักดื่มกาแฟจนติดเป็นนิสัยบางท่านอาจจะดื่มวันละ2-3แก้วด้วยซ้ำ ทำให้มีคาเฟอีนสะสมอยู่ในร่างกายตลอดเช้ายันค่ำ ดังนั้น ถ้าอยากหลับสนิทควรงดดื่มกาแฟชา รวมไปถึงน้ำอัดลมระหว่างวันหรือช่วงบ่าย เพราะในเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารคาเฟอีนกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับเปลี่ยนมารับประทานกล้วย มันฝรั่งต้ม หรือนมสดอุ่นๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น จะช่วยให้หลับง่ายและสบายยิ่งขึ้น

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย มักมีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็กอาการนี้เป็นอาการสะสมจึงควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท พาสต้า ถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้จำพวกส้ม แตงโม เบอร์รี่ อาหารเหล่านี้ยังย่อยง่ายไม่ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนัก เป็นจำพวกค่อยๆ ย่อย ค่อยๆ ดูดซึม จึงช่วยลดความเครียดของเราได้อีกทาง

แต่ถ้าเครียดกับงานมาก ทานอาหารไม่เป็นเวลา นาฬิกาทางชีววิทยาอาจปั่นป่วน ทำให้การขับถ่ายไม่เป็นปกติ มีอาการท้องผูกเกิดขึ้น ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2ลิตร และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้จำพวก ส้ม มะละกอ ลูกพรุน หรือสาหร่าย เม็ดแมงลัก และน้ำผึ้ง

หากคุณมีอาการปวดศีรษะไมเกรนอยู่บ่อยๆ ควรทานเนื้อปลาซึ่งอุดมด้วยกรมไขมันโอเมก้า 3อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4ครั้ง เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาอินทรี หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของหมักดอง อาหารที่มีสารไทรามีน เช่น เนย นม ช็อกโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ตระกูลส้มและมะนาว ชาและกาแฟ


.

ริดสีดวง มีอาการอย่างไร


ริดสีดวงจะมีอาการสำคัญก็คือ การถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสดๆ
ทั้งนี้เนื่องจากการเบ่งถ่ายแรงๆ หัวริดสีดวงทวาร (กลุ่มหลอดเลือดดำขอด)
จะปริแตกออกอาการส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก
เป็นเลือดแดงสด เกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตมีเลือดเปื้อนกระดาษชำระ หรือปนมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลออกเป็นหยดโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างไร บางคนอาจรู้สึกเจ็บที่ทวารหนัก และถ่าย อุจจาระลำบาก หรืออาจมีอาการคันก้น ถ้าริดสีดวงอักเสบ หรือหลุดออกมาข้างนอก อาจทำให้รู้สึกปวดรุนแรง จนถึงกับนั่งยืน
หรือเดินไม่สะดวก และคลำได้ก้อนเนื้อนุ่มๆ สีคล้ำๆ ที่ปากทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจมีอาการซีดได้


มารู้จัก โรค มือ เท้า ปาก และการป้องกันโรค


สาเหตุของโรค

เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่มที่อยู่ในลำไส้คน (Coxsackie virus) มักพบเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งทารก และเด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต ส่วนผู้ใหญ่ก็พบเป็นโรคนี้ได้ โรคนี้มักพบในสถานเลี้อยงเด็ก และโรงเรีียนอนุบาล ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้บ่อยแต่มักไม่มีความรุนแรงและหายได้เองภายใน 7-10 วัน บางรายอาจมีอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน





การติดต่อของโรค

เชื้อโรค อยู่ในน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ น้ำในตุ่มพองหรือแผนของผู้ป่วย เชื้อโรคเข้าทางปากโดยตรงซึ่งอาจติดมากับมือ ของเล่น ไอ จาม หรือใช้ภาชนะในการรับประทานหรือดื่มร่วมกัน โรคนี้จะติดต่อกันได้ง่าย ในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย และจะพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยได้นานประมาณ 12 สัปดาห์ หลังจากเริ่มป่วย

อาการของโรค

1. มีไข้ 2-4 วัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บภายในปากและคอ ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายไข้หวัด

2. มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ก้น ต่อมาผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบ ๆ แดง และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ ถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้หรือซึม ไม่รับประทานอาหารและน้ำ น้ำลายไหล อาเจียนบ่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ๆ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และปอดบวม ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันโรค

1. ควรดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป และสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง

2. รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม

3. ควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนมร่วมกับผู้อื่น

4. หลีกเลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย

5. หลีกเลี่ยงการนำทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ ๆ เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในที่สาธารณะในช่วงที่มีโรคระบาดมาก

6. ผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว เมื่อเช็ดน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระ

7. ทำความสะอาดพื้น เครื่องใช้หรือของเล่น เด็กที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาฟอกขาว(คลอร็อกซ์) อัตราส่วน น้ำยา 20 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ซีซี และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

8. ถ้าพบผู้ป่วยเป็นโรค มือ เท้า ปาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป

@@@@@@@@@@@@@@@

โรงเรียนจะปลอดภัยจากโรค มือ เท้ าปากได้อย่างไร

1. ผู้บริหารต้องมีความตื่นตัว เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นควรประสานงานกับศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูล และวางมาตรการร่วมกันในการป้องกันโรค

2. จัดประชุมครู ให้ความรู้เกี่ยวกับโรค รวมทั้งมาตรการป้องกันโรค และควบคุมโรค โดยจัดทำเอกสารเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในการให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง และชี้แจงกับนักเรียน

3. ครูต้องเฝ้าระวัง โดยการตรวจสุขภาพหรือสังเกตนักเรียนทุกคน หากพบนักเรียนมีอาการ ในข่ายหน้าสงสัย เช่น มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น ตุ่มพองใสที่มือ แขน ขา หรือซึม มีไข้ ให้รีบแจ้งผู้ปกครองและรับนักเรียนกลับเพื่อพาไปพบแพทย์ตรวจ และแจ้งผลการตรวจให้โรงเรียนทราบโดยด่วน หากผลการตรวจนักเรียนเป็นโรค มือ เท้า ปาก ครูควรจดบันทึกเป็นรายห้องเรียน

4. ผู้บริหารต้องสั่งปิดโรงเรียนเป็นระดับชั้น เพื่อป้องกันการระบาดของโรคมิให้แพร่หลาย การปิดโรงเรียนควรปิดอย่างน้อย 7-10 วัน

5. แจกเอกสารงวิธีการรักษาและให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการป้องกันโรค มือ เท้า ปาก ให้เฝ้าระวัง และให้นักเรียนหยุดเรียนทันทีเมื่อเป็นโรคนี้

6. การปิดโรงเรียน ต้องระดมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความสะอาด ฉีด พ่น ฆ่าเชื้อบริเวณที่โรคระบาด เช่น อาคารเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหาร สถานที่ประกอบอาหาร สระว่ายน้ำ ฯลฯ

7. รายงานผลการดำเนินงานการป้องกันโรคให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทราบ


ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Lady Gaga, Salman Khan